
OMISE: ฟินเทคผู้บุกเบิกการชำระเงินด้วย AI ในยุคใหม่
จากประเทศไทยสู่เวทีโลก
OMISE คือสตาร์ทอัพด้านฟินเทคที่ก่อตั้งขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2013 โดย Jun Hasegawa ชาวญี่ปุ่นที่เลือกไทยเป็นบ้านหลังที่สองในการสร้างธุรกิจ ปัจจุบัน OMISE ได้ขยายการดำเนินงานไปยัง 5 ประเทศ รองรับผู้ค้ากว่า 23,000 ราย และมีมูลค่าธุรกรรมสูงถึง 17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยทีมงานเพียง 450 คน


โลกของการชำระเงินที่เปลี่ยนไป
ย้อนกลับไปในปี 2017 การชำระเงินนั้นเรียบง่ายมาก มีแค่บัตรเครดิตและบัตรเดบิต แต่วันนี้แค่ในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว ก็มีวิธีการชำระเงินมากกว่า 20 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต บัตรเดบิต โมบายแบงกิ้ง QR Code หรือกระเป๋าเงินดิจิทัลต่าง ๆ และเมื่อรวมทุกประเทศที่ให้บริการ OMISE รองรับวิธีการชำระเงินมากกว่า 100 รูปแบบ
ความซับซ้อนนี้ทำให้การดำเนินงานหลังบ้านยุ่งยากมากขึ้น ทั้งความแตกต่างด้านภาษา สกุลเงิน พฤติกรรมผู้ใช้ และระบบธนาคารในแต่ละประเทศ คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า "เราจะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร?"
AI คือคำตอบของอนาคต
OMISE มองว่าการชำระเงินกำลังพัฒนาสู่ระบบที่ปรับตัวเองได้อัตโนมัติ โดยเปลี่ยนจากระบบเดิมที่ใช้กฎตายตัว ทำงานด้วยคน และแดชบอร์ดแบบ Static ไปสู่ระบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ใน 3 มิติหลัก ได้แก่
- AI Model แบบปรับตัวได้ ที่เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา
- Autonomous Workflow หรือการทำงานอัตโนมัติโดยไม่ต้องพึ่งคน
- Conversational Interface ที่ผู้ใช้สามารถสื่อสารกับระบบได้เหมือนคุยกับคน
น่าสนใจมากคือในอนาคต AI อาจสร้างหน้าจอชำระเงินที่ปรับแต่งเฉพาะสำหรับผู้ใช้แต่ละคนได้เลย โดยที่ผู้ให้บริการไม่ต้องออกแบบ UI เองอีกต่อไป
Smart Routing: เพิ่มโอกาสสำเร็จในการชำระเงิน
เมื่อคุณกดปุ่มชำระเงินเพียงครั้งเดียว ระบบหลังบ้านต้องประมวลผลข้อมูลมากกว่า 100 สัญญาณในเวลาไม่กี่มิลลิวินาที OMISE จึงสร้างระบบ Smart Routing ที่ใช้ AI คัดเลือกเส้นทางการชำระเงินที่ดีที่สุด ทั้งในแง่ความน่าเชื่อถือ ต้นทุน และโอกาสอนุมัติการทำธุรกรรม เพื่อให้ผู้ใช้ชำระเงินได้สำเร็จมากที่สุด
ความปลอดภัยของข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุด
OMISE ตระหนักดีถึงความเสี่ยงด้านข้อมูล โดยเฉพาะเมื่องานวิจัยจาก Stanford เปิดเผยว่า AI Model ชั้นนำ 6 รายนำข้อมูลที่ผู้ใช้พิมพ์ไปฝึกสอนโมเดลของตน ซึ่งสำหรับบริษัทด้านการชำระเงินแล้ว ข้อมูลลูกค้าถือเป็นสิ่งที่ต้องปกป้องอย่างเคร่งครัด ด้วยเหตุนี้ OMISE จึงร่วมมือกับ AWS ในการพัฒนาเครื่องมือตรวจจับการทุจริตที่ปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐาน PII, GDPR และ PDPA
MIRAI: ระบบ AI ภายในองค์กรที่ชื่อว่า "อนาคต"
OMISE พัฒนาเครื่องมือ AI ภายในองค์กรชื่อ "MIRAI" ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นหมายถึง "อนาคต" โดยครอบคลุม 6 ด้านหลัก ได้แก่
- HR - งานด้านทรัพยากรมนุษย์
- Finance - งานการเงิน
- Product & Design - การออกแบบผลิตภัณฑ์
- Business & Sales - การขายและธุรกิจ
- Customer Support - การดูแลลูกค้า
- Engineering - งานวิศวกรรม
MIRAI ยังมีฟีเจอร์พิเศษสำหรับนักพัฒนา เช่น การเชื่อมต่อกับ Atlassian เพื่อประเมินเวลาและแผนการพัฒนาโปรเจกต์โดยอัตโนมัติ รวมถึงระบบ Multi-Agent ที่ช่วยลดการใช้ Token และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทดสอบภายใน และเตรียมเปิดให้บุคคลทั่วไปใช้งานเร็ว ๆ นี้


แดชบอร์ดที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคล
หนึ่งในนวัตกรรมที่น่าสนใจของ OMISE คือ Generative Dashboard ที่สร้างหน้าจอแสดงข้อมูลตามความต้องการของแต่ละบทบาท เช่น CTO อยากเห็นข้อมูลเทคนิค CFO อยากเห็นตัวเลขการเงิน หรือ COO ต้องการภาพรวมการดำเนินงาน เพียงแค่ถามระบบ ก็จะได้แดชบอร์ดที่ตรงใจ บันทึกเป็น Template และนำมาใช้ซ้ำได้
ความท้าทายเฉพาะของ AI ในการชำระเงิน
ต่างจากการใช้ AI ทั่วไปที่รับได้กับการรอ 5-10 วินาที ระบบการชำระเงินต้องตอบสนองในระดับมิลลิวินาที และต้องรองรับธุรกรรมหลักแสนรายการต่อวินาที นี่คือเหตุผลที่ OMISE ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งอย่าง AWS เพื่อให้ AI ทำงานได้จริงในสภาพแวดล้อมที่ต้องการความเร็วสูงสุด
ก้าวต่อไปของ OMISE
OMISE กำลังมุ่งหน้าสู่อนาคตที่ระบบการชำระเงินสามารถดูแลตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยความร่วมมือกับ AWS และการมีส่วนร่วมในโครงการ AI ของรัฐบาลญี่ปุ่น OMISE แสดงให้เห็นว่าสตาร์ทอัพจากไทยสามารถเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมการเงินระดับโลกได้อย่างแท้จริง













